9

วันนี้แอดมินมีสาระดีๆและประสบการณ์ของสมาชิกท่านหนึ่งจาก “Pantip” มาฝากแม่ๆชาว HerKid รวมพลคนเห่อลูก ทุกคนค่ะ เกี่ยวกับประสบการณ์อันเลวร้ายของคนเป็นแม่กับการสำลักนมในเด็กเล็ก 

เจ้าของกระทู้ ได้กล่าวว่  ขอแชร์ประสบการณ์ที่ดิฉันคิดว่ามันเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับคนเป็นแม่ ซึ่งมันเกิดขึ้นกับลูกชายวัย 1 ขวบ 8 เดือน ของดิฉัน เหตุการณ์ที่จะเล่าต่อไปนี้ เพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับคุณแม่ที่มีลูกเล็กหลายๆ ท่านนะคะ แต่มันอาจยาวซักหน่อยนะคะ

เวลาประมาณ 18.00 น. ของวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 รับลูกจาก nursery ที่ไว้ใจได้และดีที่สุดสำหรับดิฉัน เพื่อขึ้นรถกลับบ้าน ระหว่างนั้นลูกร้องไม่อยากกลับเพราะติดเพื่อน เราอุ้มน้องนั่งบน Car Seat เขาไม่หยุดร้อง เลยต้องหยิบนมให้เขา พอเห็นนมก็หยุดร้อง แล้วก็คว้านมไปดูด แล้วเกิดสำนักนมขึ้น จากนั้นก็ไอไม่หยุด เราตกใจมากแต่ดูอาการ เพราะเขายังเล่นได้และกินนมต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนถึงบ้าน

เวลาประมาณ 21.30 น. เห็นลูกไอตลอดอย่างต่อเนื่อง เลยตัดสินใจพาลูกไปโรงพยาบาลเด็ก ซึ่งเรามั่นใจว่า เป็นโรงพยาบาลฉุกเฉินที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก แต่ที่นั่นทำให้เรารู้สึกผิดหวังอย่างมาก เพราะนอกจากการตรวจรักษาที่ค่อนข้างล่าช้า และความไม่ใส่ใจในอีกหลายๆ เรื่องของที่นั่น ก็ไม่เลวร้ายเท่ากับการวินิจฉัยที่ทำให้เราทำใจยากหากต้องเข้ารักษาที่นี่อีกในอนาคต

เพราะเมื่อถึงคิว ดิฉันพาลูกพบคุณหมอ และบอกอาการว่าลูกไอ เพราะคาดว่าน่าจะเกิดจากการสำลักนมตอนประมาณ 18.00 น. คุณหมอตรวจนิดหน่อยแล้วบอกว่า ไม่มีอะไร ไอเพราะอาจจะเป็นไข้ เราบอกว่าลูกไม่มีไข้นะคะ

คุณหมอบอกว่าสำลักนมไม่มีอะไร ถ้ามีหรือไปอุดหลอดลม น้องต้องตัวเขียวแล้วค่ะ ไม่รอนานขนาดนี้ แล้วก็ให้ยาแก้ไข้ กับยาแก้ไอ ไม่มีแม้กระทั่งพ่นยาให้ช่วยขยายหลอดลม แต่ดิฉันก็เชื่อเพราะนี่คือคำวินิจฉัยของหมอ

แต่ลึกๆยังกังขาอยู่บ้าง แต่ก็พาลูกกลับบ้าน แต่เขามีอาการไอตลอด หยุดบ้างถ้าได้กินยาขยายหลอดลมที่เรามีติดบ้านอยู่แล้ว

เวลา 7.30 น. ของวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ดิฉันตัดสินใจพาลูกไปตรวจที่คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา ซึ่งครอบครัวของเราจะรักษาประจำ เนื่องจากมีแพทย์ประจำเกือบทุกสาขา และบริการที่รวดเร็วมาก

พอไปถึงระหว่างรอคุณหมอ พยาบาลก็พาลูกของดิฉันไปให้ออกซิเจน เพราะเขาสังเกตว่าน้องมีอาการเหนื่อยและหอบเกิดขึ้นแล้ว เหมือนหายใจไม่ออก

พอเข้าพบคุณหมอ ท่านตรวจแล้วทำหน้าตกใจพร้อมกับบอกว่า “คุณแม่คะ หมอขอให้ไปโรงพยาบาลด่วนที่สุด รีบไปนะคะ น้องจะแย่แล้ว” ที่นี่เครื่องมือไม่พอแน่

ดิฉันตกใจมาก แต่พยายามตั้งสติ รีบพาน้องไปโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ตึกพระเทพ เพราะมีประวัติและไม่ต้องรอนาน
เวลาประมาณ 13.00 น. น้องถูกส่งตัวมาที่ รพ.รามาธิบดี ตึกเก่า ตึกพระเทพ ไม่มี ICU สำหรับเด็กเล็กโดยตรง และถูกนำตัวเข้าห้องกึ่งวิกฤติ

ตอนนั้นดิฉันรู้สึกดีขึ้นเพราะยังไม่ถึงขั้น ICU หนัก แต่คุณหมอบอกว่าขอดูอาการก่อนค่ะ จากนั้นก็มีคุณหมอหลายท่านไม่ว่าจะเป็นทางด้านปอด คอ หู จมูก และอีกหลายท่าน มาดูอาการ พอเห็นอย่างนี้ดิฉันอุ่นใจมากขึ้น คุณหมอและพยาบาลที่นี่ดีมากค่ะ ใส่ใจคนไข้ และตรวจละเอียดมาก ที่สำคัญทำงานรวดเร็วมากค่ะ ท่านบอกว่าเด็กรอไม่ได้ค่ะคุณแม่ มันต่างกันมากเลยกับโรงพยาบาลก่อนหน้านี้ ทั้งที่เป็นโรงพยาบาลรัฐเหมือนกัน

เวลาประมาณ 17.00 น. คุณหมอพาน้องเข้าไปในห้องผ่าตัดเพื่อทำการส่องกล้องลงไปดูในปอด คุณหมอแจ้งว่า คุณแม่ค่ะการส่องกล้องในเด็กเล็กมีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดได้นะคะ เพราะมันต้องผ่านอวัยวะหลายส่วน หรือหากพบสิ่งแปลกปลอมในปอดแล้วเราต้องส่งเครื่องมือลงไปลึกๆ สิ่งเลวร้ายที่สุดคือปอดทะลุ หรือถ้าไม่สามารถนำออกมาได้อาจต้องมีการผ่าตัดนะคะ ความกลัวประดังเข้ามาอีกครั้ง ใจสั่น มือสั่นตลอดเวลา 1 ชั่วโมงของการส่องกล้อง น้ำตาจะไหลตลอดเวลา

เวลาประมาณ 18.00 น. คุณหมอท่านหนึ่งเดินออกมาแล้วบอกว่า สำลักนมเต็มๆ ครับ ปิดขั้วปอดทั้งสองข้าง ในปอดมีแต่เสมหะแทบจะทุกอนูเลย ดีแล้วครับถือยังมาเร็ว ถ้าช้าคงแย่ ดิฉันหายใจทั่วท้องเลยค่ะ พอออกมาน้องหลับและใส่เครื่องช่วยหายใจและท่อเพื่อดูเสมหะออกมาจากปอดให้หมด

เวลาประมาณ 9.00 น ของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 คุณหมอแจ้งว่าคุณแม่คะ ขออนุญาตส่องกล้องน้องอีกครั้งนะคะ เพราะเราคิดว่าน่าจะยังมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในปอดอีก เพราะเสมหะยังเยอะอยู่มากค่ะ ซึ่งอาจมองไม่เห็นในการส่องกล้องครั้งแรก ใจของเราเริ่มสั่นอีกครั้ง น้ำตาจะไหล นี่ลูกเราต้องเจ็บอีกแล้วหรอ แต่ก็ต้องทำใจ

เวลาประมาณ 13.00 น. คุณหมอเริ่มส่องกล้องที่ข้างเตียงเพราะมีท่อหายใจอยู่แล้ว สักพักคุณหมอก็ออกมาบอกว่า พบเศษอาหารที่เคยสำลักไว้นานแล้วค้างอยู่ในปอดด้านล่างเป็นเศษอาหารเก่าๆ เลยทำให้มีเสมหะ แต่ตอนนี้ดูดออกแล้ว เหลือแต่ทำความสะอาดและล้างปอดคะ ถ้าอาการน้องดีขึ้นเราจะถอดเครื่องช่วยหายใจนะคะ

เวลา 10.00 น. วันนี้ 15 กุมภาพันธ์ 2558 คุณหมอได้ถอดเครื่องช่วยหายใจ เพราะดูการทำงานของปอดน้องแล้วค่ะ อาการน้องยังปกติอยู่ เรารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก แต่น้องยังต้องนอนดูอาการที่โรงพยาบาลต่ออีกค่ะ เพราะเสมหะยังเยอะ ซึ่งคุณหมอกำลังสงสัยว่าอาจมีกรดไหลย้อนทำให้สำนักอาหารได้ แต่โดยภาพรวมดีขึ้นมากค่ะ

ตอนนี้น้องออกจากโรงพยาบาลแล้วค่ะ แต่ยังต้องคอยดูอาการและต้องพบหมอตามนัดตลอด เพราะมีโอกาสที่เหตุการณ์นี้จะกลับมาอีกได้ค่ะ

เหตุการณ์ดังกล่าวที่เล่ามานั้น อาจจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย สำหรับผู้ที่ประสบกับเหตุการณ์คล้ายๆ กัน และดิฉันมีข้อแนะนำหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยดังนี้ค่ะ
1. ถ้าเด็กร้องถึงแม้จะหยุดร้องแล้ว แต่ยังไม่สนิทหรือขณะวิ่งเล่น ห้ามให้นมหรืออาหารเด็ดขาด ต้องให้เขานั่งกินนิ่งๆ จะปลอดภัยสุดค่ะ
2. ถ้าเด็กสำลัก ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเข้าหลอดลมและอาจลงปอดในที่สุด ถึงแม้จะไม่มีอาการแสดงก็ตามค่ะ เพราะของน้องมีเศษอาหารสะสมแบบไม่แสดงอาการเหมือนกันค่ะ
3. ให้พาเด็กเข้าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หากมีการวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นให้คิดเสมอว่า “อาจไม่ใช่ก็ได้” ถ้าลูกสำลัก และเฝ้าดูอาการตลอด ถ้าไอรีบไปหาหมอด่วนที่สุด
4. ถ้าเราไม่เห็นว่าเขาสำลัก แต่เขาไอ และไม่มีไข้ หายใจลำบาก หอบ เหนื่อย สันนิษฐานไว้เลยค่ะ ว่าต้องมีอะไรแปลกปลอมในร่างกายอย่างแน่นอน แล้วรีบไปโรงพยาบาล บอกอาการและการสันนิษฐานของเราให้คุณหมอฟัง และที่สำคัญพยายามจดจำเหตุการณ์ให้ได้มากที่สุด เพราะคุณหมอจะถามหลายรอบมากค่ะ

สุดท้ายนี้ดิฉันและครอบครัวขอบพระคุณคุณหมอและคุณพยาบาล โรงพยาบาลรามาธิบดี ประจำห้องเด็กป่วย 1 ที่มีความเมตตา ให้ความใส่ใจ และดูแลน้องเป็นอย่างดีตลอดเวลาที่อยุ่ที่นั่น ขอบคุณจากจากใจจริงๆ ค่ะ

สำหรับวันนี้แอดมินขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่กับ “HerKid รวมพลคนเห่อลูก“ ผู้นำด้านการแชร์ประสบการณ์การเลี้ยงลูก แม่และเด็กได้ทุกวัน คลับ HerKid เว็บนี้มีทั้งสาระและความบันเทิงนะคะ

ขอบคุณข้อมูล : Pantip
เรียบเรียงโดย : HerKid รวมพลคนเห่อลูก

อ่านประสบการณ์จริงอื่นๆ >>> แชร์ประสบการณ์!!! คุณแม่เลือกซื้อ CAR SEAT ให้ลูก

Comments