รูปภาพ2

พ่อแม่ยุคใหม่ที่ไม่มีเวลาเลี้ยงลูก หวังพึ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย ให้ไตร่ตรองพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวให้ดี เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น iPad มือถือ อาจเป็นต้นตอสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กสุขภาพร่างกายแข็งแรงครบ 32 ต้องกลายเป็นเด็กสมาธิสั้น การใช้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงไป ทว่าพ่อแม่ไม่อยากทำร้ายลูกตั้งแต่เด็ก ให้ใช้เทคโนโลยีให้ถูกทาง วันนี้แอดมินจึงมีประสบการณ์ของคุณแม่น้องเนสต้า คุณแม่ HerKid ของเรามาแชร์ประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับเด็กสมาธิสั้น ระบบประสาทตาเสีย จากการใช้เครื่องมือสื่อสารในทางที่ผิด มาฝากแม่ๆชาว HerKid รวมพลคนเห่อลูก ทุกคนค่ะ

คุณแม่น้องเนสต้าได้กล่าวว่า “วันนี้แม่ทรายจะมาเเชร์ ประสบการณ์อันเเสนเจ็บปวดหัวใจ เริ่มนะคะ คนนี้ลูกชายค่ะน้องเนสต้า เนสต้าเกิดมาปกติค่ะ สายตาปกติเป็นเด็กน่ารัก คนรอบข้างบอกน้องเลี้ยงง่ายน่ารัก จนมาวันนึ่งที่ทรายต้องไปทำงาน ต้องให้เนสต้าอยู่บ้านกับคนเลี้ยง

ในช่วงนั้นไอแพด1 เข้ามาค่ะ ทรายได้ซื้อให้ลูกไว้ดู ไม่คิดว่าการที่เราตัดสินใจซื้อไอแพดในวันนั้น ส่งผลเสียให้ลูกในวันนี้ ทรายเลี้ยงลูกคนเดียว ต้องออกไปทำงานไม่มีเวลาอยู่กับลูกแน่นอนค่ะ จุดเปลี่ยนจากที่ลูกเล่นเกมหรือเล่นไอแพด เนสต้าอารมณ์ร้อน ก้าวร้าว สายตาผิดปกติ

ตอนน้องป.1 ทรายได้แย่งไอแพดออกจากมือ เพื่อให้เนสต้าไปอาบน้ำ น้องวิ่งหนีออกไปหลังห้องค่ะ ทรายสงสัยว่าหายไปนาน สรุปน้องปืนออกนอกระเบียบ มือ1ข้างจับระเบียบอีกข้างหลุดไปแล้ว ถ้าลูกตกไปตายแน่นอนค่ะ เพราะทรายอยู่ชั้น3

ตอนนี้ที่น้องเนสต้าเป็นอยู่ก็คือ สมาธิสั้น ระบบประสาทตาเสีย ความจำไม่ดี อารมณ์รุนแรง เหม่อลอยตลอดเวลา พูดอะไรไปแล้วจำไม่ได้ ทรายอยากเอาเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูกทรายมาแชร์เป็นอุทาหรณ์ กับแม่ๆทุกท่าน

ตอนนี้สายตาหมอไม่สามารถบอกได้ว่าจะกลับมาปกติมั้ย แต่ระบบประสาทต้องใช้เวลา เวลาเท่านั้นที่จะเยี่ยวยาทุกอย่าง ทรายไม่ได้โทษว่าเครื่องมือสื่อสาร ไม่ดี ถ้าเราใช้ถูกวิธี แต่อันนี้ทรายใช้ผิดวิธี เลยทำให้เสียลูกคนที่เกิดมาปกติทุกอย่าง พัฒนาการดีทุกด้าน มาจบลงเพราะ iPad เครื่องเดียว

เพราะทรายหาแต่เงิน ไม่มีเวลาให้กับลูก มาคิดได้ตอนนี้ก้สายไปแล้ว  ตอนนี้ออกจากงานมาดูแลลูกเต็มตัว ไม่รู้ว่าจะช่วยลูกกับมาได้น้อยแค่ไหน  ขอบคุณแม่ทุกท่านที่อ่านจบ”

ทริคป้องกันเด็กเสพติดเทคโนโลยี(ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย )

  1. กำหนดเวลาให้ชัดเจน  พ่อแม่ ผู้ปกครองควรตั้งข้อกำหนดเรื่องเวลาในการใช้สื่อเทคโนโลยีให้กับลูกอย่างชัดเจน เพราะจะทำให้เด็กมีระเบียบวินัยในตัวเอง ว่าควรเล่นระยะเวลาเท่าไรจึงจะเหมาะสม เช่น กำหนดให้เล่นได้วันละไม่เกิน 1 ชม. และวันหยุดอาจเพิ่มเป็น 2 ชม. เป็นต้น
  2. สอดส่องดูแล  คอยดูว่าสิ่งที่ลูกเล่นอยู่คืออะไร มีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหนกับวัยของเขา อย่างเกมที่มีความรุนแรง เช่น เกมปล้น ยิง หรือฆ่าฟันกันก็ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กเท่าไร ฉะนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องคอยชี้แนะให้กับลูก เพราะเด็กยังตัดสินใจเองได้ไม่มาก และไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรควรอะไรไม่ควร
  3. ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ใช้สื่อเทคโนโลยี  เด็กเล็กที่มีอายุไม่ถึง 2 ขวบ พ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ควรให้เขาใช้สื่อเทคโนโลยีเลย เพราะยังไม่มีความจำเป็นสำหรับเด็กในวัยนี้ ให้เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก อย่างการพูดคุยหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการดีกว่า เด็กจะได้มีพัฒนาการด้านการสื่อสารระหว่างกัน เมื่อเขาผ่านพ้นวัยนี้ไป จึงค่อยเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสสื่อต่างๆ มากขึ้นตามวัย
  4. เล่นได้แต่ไม่ใช่เจ้าของ  พ่อแม่ ผู้ปกครองทั่วไป บางครั้งเมื่อเห็นว่าลูกอยากได้อุปกรณ์เทคโนโลยีก็ซื้อให้ แต่สิ่งที่ตามมาคือลูกจะแสดงความเป็นเจ้าของ มักโกรธและแสดงอารมณ์รุนแรงเมื่อพ่อแม่บอกให้หยุดเล่น จนทำให้พ่อแม่ไม่สามารถควบคุมการใช้งานสิ่งเหล่านี้ของลูกได้ ฉะนั้นพ่อแม่ยังต้องคงความเป็นเจ้าของ แต่ให้สิทธิลูกๆ ในการเล่นได้บ้าง เพื่อควบคุมเวลาในการเล่นอุปกรณ์เทคโนโลยีของลูกได้
  5. เล่นอย่างสมดุล  เด็กสมัยนี้มักจะเล่นแต่แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน หรือเกม จนทำให้ขาดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ หรือสังคม และทำให้การเล่นแบบใช้จินตนาการอย่างเด็กรุ่นก่อนๆ ขาดหายไป ส่งผลให้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กลดลง ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรจัดสรรเวลาให้ลูกอย่างสมดุล โดยให้เขาทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง เช่น เล่นกีฬา เต้น ร้องเพลง วาดรูป สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ บ้าง
  6. เรียกร้องความสนใจจากเด็กติดเกม  เวลาที่เด็กใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีแล้วไม่สนใจเมื่อพ่อแม่เรียกหรือพูดคุยด้วย พ่อแม่ควรเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อให้เขาสบตา หรือถ้ายังไม่สนใจอีกควรเดินไปสะกิดที่ตัวของเด็ก เพื่อให้เค้าฟังในสิ่งที่พูด
  7. พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดี  การที่พ่อแม่ ผู้ปกครองจะเลี้ยงลูกให้ดีในยุคดิจิทัลนั้น เราควรมีวินัยในตัวเองก่อน หากเราใช้สื่อเทคโนโลยีมากเกินไป กลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับลูก อีกทั้งยังส่งผลให้เวลาในการดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยลงด้วย”

พ่อแม่ควรระมัดระวัง ใช้เครื่องมือสื่อสารให้ถูกทาง โดยเฉพาะกับเด็กเล็กนะคะ  ขอขอบคุณคุณแม่น้องเนสต้าที่ได้นำประสบการณ์ที่มีประโยชน์มาเล่าสู่กันฟังนะคะ สำหรับวันนี้แอดมินขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่กับคลับ HerKid รวมพลคนเห่อลูก ผู้นำด้านการแชร์ประสบการณ์เด็ดๆแม่และเด็กได้ทุกวัน คลับ HerKid เว็บนี้มีทั้งสาระและความบันเทิงนะคะ

ประสบการณ์จริงจาก : HerKid รวมพลคนเห่อลูก (คุณแม่น้องเนสต้า)

อ่านประสบการณ์จริงอื่นๆ >>> ภัยใกล้ตัวคุณแม่ “มะเร็งปากมดลูก” ไม่มีสัญญานบ่งบอก แต่สามารถสังเกตได้จากอาการผิดปกติ

Comments