รูปภาพ1

วิธีการคุมกำเนิดแบบฝังเข็ม วันนี้แอดมินจึงมีประสบการณ์ของคุณแม่น้องปีใหม่คุณแม่ HerKid ของเรามาแชร์ประสบการณ์เล่าประสบการณ์จริง!! วิธีคุมกำเนิดด้วยวิธีการฝังเข็ม มาฝากแม่ๆชาว HerKid รวมพลคนเห่อลูก ทุกคนค่ะ

คุณแม่น้องปีใหม่ ได้กล่าวว่า ” เล่าประสบการณ์ การฝังยาคุม แบบ 1 หลอด (3ปี)  เมื่อประมาณ เดือนสิงหาคม 59 เราได้ตัดสินใจคุมกำเนิดด้วยวิธีฝังไว้ใต้ผิวหนังใต้แขนซ้าย(ลูกสาวครบ2เดือนครึ่ง) นับจากวันที่ฝังจนครบ 1เดือนแรก ประจำเดือนมานิดหน่อย แบบออกมาติดๆผ้าอนามัย 2 วัน และหลังจากนั้นก็ไม่มาอีก

จนอีก 5 เดือน ต่อมา (ลูกสาว7เดือน) ประจำเดือนมาอีกครั้ง มาเยอะ มานานมาก เกือบ 2 อาทิตได้ ก็ไม่คิดอะไรมาก คงเพราะเราฝังยา เลยมาแบบไม่ค่อยปกติ หลังจากนั้น หายไปอีก2เดือน (ลูกสาว9เดือนกว่า) มาอีกครั้ง คราวนี้หนักมาก วันหนึ่งใช้ผ้านามัย 4-5 แผ่น มาประมาณ 3 อาทิตย์ เริ่มหนักใจ แต่ก็รอจนหาย

ตั้งแต่วันนั้นตอนนี้ลูกสาวครบ 1 ขวบ1เดือน ก่อนหน้านี้มาปกติทุกเดือน(ตลอด2เดือน) จนมาเมื่อวาน (14/7/60) ช่วงเช้าตื่นมา เข้าห้องน้ำ ถึงกับตกใจ คือประจำเดือนมา แต่มาแบบเป็นก้อนๆปนน้ำ แต่เป็น “สีดำ” ดำมากๆ มาเยอะมากๆ จนใจหาย แบบไม่สบายตัว อึดอัด เป็นกังวล

วันจันทร์ที่จะถึงนี้ เราว่าจะไปถอดออกแล้ว เพราะเลิกกับสามีเก่ามานานมาก ไม่จำเป็นต้องคุมอะไรแล้ว ไม่ไหวจริงๆ ขอลาขาดกับการฝังยา กลัวไปตลอดชีวิต **ใครที่คิดจะคุมกำเนิดแบบวิธีต่างๆควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งนะคะ (นี่ขนาดเราปรึกษามาตั้งแต่วันคลอดลูกแล้วนะ ) ”

วิธีการคุมกำเนิด ที่สาวๆสมัยใหม่ต้องรู้!! ( Kapook )

1.ยาเม็ดคุมกำเนิด

เป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ง่าย และทำได้ด้วยตัวเอง ทานยาเม็ดคุมกำเนิดตามคำแนะนำวิธีใช้ ไม่ยุ่งยาก แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง ซึ่งยาเม็ดคุมกำเนิดจะแบ่งออกเป็น 3 แบบด้วยกัน คือ ชนิดแผง 21 เม็ด จะทานหลังประจำเดือนหมดวันแรก และชนิดแผง 28 เม็ด จะทานระหว่างวันที่ 1 – 5 ของหลังหมดประจำเดือน และยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน เป็นยาคุมกำเนิดที่ใช้ทานหลังมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งแพทย์ไม่นิยมให้ใช้ นอกจะจำเป็นจริง ๆ เนื่องจากมีผลข้างเคียงในระยะยาว

2.การนับวันหน้า 7 หลัง 7

เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบธรรมชาติ โดยอาศัยการนับระยะปลอดภัยของการตกไข่ของผู้หญิง ซึ่งหากมีเพศสัมพันธ์กันในช่วงเวลานี้จะไม่ทำให้ตั้งท้อง ซึ่งวิธีการนับหน้า 7 หมายถึง 7 วันก่อนที่ประจำเดือนจะมา แล้วก็ 7 วันหลัง หมายถึง 7 วัน นับตั้งแต่วันที่มีประจำเดือนวันแรก นั่นคือระยะปลอดภัย เหมาะกับผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาตรงเวลา ไม่เสี่ยงต่อการคลาดเคลื่อนได้

3.การสวมถุงยางอนามัย

การสวมถุงยางอนามัยในปัจจุบัน มีทั้งแบบของผู้ชาย และของผู้หญิง ใช้สวมก่อนมีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยคุมกำเนิด นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ จากการมีเพศสัมพันธ์ได้ด้วยค่ะ

4.พลาสเตอร์คุมกำเนิด

ที่ปิดบริเวณหน้าท้อง หรือท้องแขน ต้องติดครบ 3 สัปดาห์ ถึงค่อยแกะออกแล้วแปะแผ่นใหม่หลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์

5.ห่วงสอดช่องคลอด

สอดไว้ในช่องคลอดเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ถอดออกและใส่ห่วงใหม่หลังจากนั้น 1 สัปดาห์

6.ฝังยาคุมกำเนิด

คือ “ยาฝัง” โดยหมอจะฝังตัวยาอิมพลานอนไว้ที่ใต้ท้องแขน 1 หลอด ซึ่งจะคุมได้ 3 ปี

7.การฉีดยาคุมกำเนิด

ถือว่าเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากฉีดครั้งเดียวสามารถคุมกำเนิดได้ 3 เดือน เหมาะกับผู้หญิงที่มีลูกแล้ว เพราะหากหยุดการให้ยา ต้องรออีก 6 – 12 เดือน ถึงจะมีลูกได้ค่ะ

8.ห่วงอนามัย

คือการ ใส่ห่วง ซึ่งหมอจะเป็นผู้ใส่ โดยมี 2 แบบคือ แบบคอปเปอร์ที ใส่ครั้งเดียวคุมได้ถึง 10 ปี แต่ถ้าเป็นแบบมัลติโหลดจะคุมได้แค่ 3 ปีเท่านั้น

9.ใช้แถบตรวจปัสสาวะ

เพื่อดูแถบสี ถ้าผลปัสสาวะออกมาเป็นสีแดง ก็แสดงว่าอยู่ในช่วงอันตราย แต่ถ้าผลตรวจปัสสาวะเป็นสีเขียว แสดงว่าปลอดภัย

แม่ๆลองนำประสบการณ์การคุมกำเนิดไปเป็นส่วนหนึ่งในวิธีการคุมกำเนิดนะคะ  ขอขอบคุณคุณแม่น้องปีใหม่ ที่ได้นำประสบการณ์ที่มีประโยชน์มาเล่าสู่กันฟังนะคะ สำหรับวันนี้แอดมินขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่กับคลับ HerKid รวมพลคนเห่อลูก ผู้นำด้านการแชร์ประสบการณ์เด็ดๆแม่และเด็กได้ทุกวัน คลับ HerKid เว็บนี้มีทั้งสาระและความบันเทิงนะคะ

ประสบการณ์จริงจาก : HerKid รวมพลคนเห่อลูก (คุณแม่น้องปีใหม่)

อ่านประสบการณ์จริงอื่นๆ >>> คุณแม่ต้องระวัง!! อย่าปล่อยให้อายุครรภ์เกินกำหนด

Comments