REAL-20

วันนี้แอดมินมีสาระดีๆและประสบการณ์ของสมาชิกท่านหนึ่งจาก “Pantip” มาฝากแม่ๆชาว HerKid รวมพลคนเห่อลูก ทุกคนค่ะ เกี่ยวกับประสบการณ์ลูกถูกแกล้ง (แม่ก็เคยโดน) ที่โรงเรียน และวิธีรับมือ

เจ้าของกระทู้ได้กล่าวว่า “  อาทิตย์ก่อน อ่านกระทู้หนึ่งเล่าเรื่องที่ลูกโดนเพื่อนแกล้งที่โรงเรียนแล้วนึกถึงเรื่องของตัวเองและลูก ๆ จริง ๆ ก็ไปแสดงความคิดเห็นที่กระทู้นั้นบ้างแล้วนะคะ แต่ก็อยากมาแชร์เรื่องของตัวเองยาว ๆ ด้วย เลยมาตั้งกระทู้ใหม่แชร์ประสบการณ์และแลกเปลี่ยนมุมมองกับเพื่อน ๆ ในนี้ด้วยก็แล้วกันนะคะ

การแกล้งกันหรือรังแกกันในโรงเรียนหรือที่ฝรั่งเรียกว่า bully นั้นถือว่าไม่ใช่เป็นเรื่องเล่น ๆ อาจทำให้เด็ก ๆ ไม่อยากไปโรงเรียนหรือถึงขั้นฝากรอยแผลไว้ในใจเด็ก ๆ ไปชั่วชีวิตทีเดียว บางคน อาจเป็นคนไม่กล้าไว้ใจใคร ตั้งกำแพง เย่อหยิ่ง หมดศรัทธาในความดีงามของเพื่อนมนุษย์ หรือ อับอายในตัวเอง ไม่กล้าแสดงออกในที่ชุมชน

ส่วนเจ้าคนที่เป็นหัวโจกแกล้งเพื่อนก็ใช่ว่าจะมีความสุข บางคนก็ทนอยู่กับความรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตและอาจจะคอยระแวงว่าเมื่อไรกรรมจะสนองมาถึงตัวเอง หรือลูกของตัวเอง

ตอนเด็ก ๆ (ประมาณ ป. 1 หรือ ป.2) เราเป็นเด็กที่เพื่อนไม่ชอบค่ะ จริง ๆ มีคนไม่ชอบเราแค่คนสองคน แต่บังเอิญคนไม่ชอบเราเป็นหัวโจกหรือมาเฟียในห้อง ก็เลยไปออกคำสั่งให้คนอื่นไม่ให้มาพูดหรือมาเล่นกับเรา เราเข้าโรงเรียนเร็วกว่าเพื่อนชั้นเดียวกัน ไม่ใช่ด้วยเหตุผลของความปราดเปรื่องหรือแม่อยากให้เรียนหนังสือเร็ว จะได้รีบจบออกมากู้โลกหรอกนะคะ

เหตุผลง่าย ๆ เพราะตอนนั้น ที่บ้านไม่ค่อยมีเงิน จะเอาไปเข้าอนุบาลหรือเอกชนโรงเรียนฝรั่งก็จนปัญญา หม่าม้าหรือแม่เราเลยเอาเราไปฝากที่โรงเรียนจีนที่มีชั้นเตรียมประถม 1 ปี ที่นั่นเรียกว่า ป.1 เล็ก จบ 1 ปีแล้วก็ขึ้นชั้นประถม 1 ปกติ หรือที่นั่นจะเรียกว่า ป.1 ใหญ่

จำได้ว่า ตอนเราอยู่ ป. 1 ป. 2 มีหัวโจกที่เป็นหัวหน้าห้องกับพวก 2-3 คน ไปสั่งไม่ให้คนอื่นเล่นกับเรา ที่เรารู้เพราะเคยถามแล้วเพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟัง เรายังจำความรู้สึกตอนที่เพื่อนคนนั้นมาสารภาพให้ฟังได้ว่า โดนหัวโจกสั่ง จำได้ว่า ตอนนั้น (เราน่าจะสัก 5-6 ขวบ) รู้สึกว่าโลกมืดมาก เราไม่มีคนเล่นด้วย

ตอนพักเที่ยง เราก็ไปหาพี่เราที่เรียน ป. 2 ที่อยู่ชั้น 2 เด็กหัวโจกกลุ่มนั้นก็พาแก๊งค์เพื่อน ๆ ประมาณ 5-6 คน มาล้อเลียน ยักคิ้วหลิ่วตา แลบลิ้นปลิ้นตาใส่เราถึงห้องพี่เรา พี่เราก็จะคอยไล่พวกนั้นไป (แม้ตอนเด็ก ๆ พี่เราก็ชอบแกล้งเรา แต่ก็ปกป้องเราจากคนอื่นด้วย) แต่เราก็รู้สึกเจ็บจนถึงวันนี้ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น

จากวันนั้น สามสิบกว่าปีผ่านไป ลูกเราคนเล็กก็โดนเพื่อน ๆ แกล้งเหมือนกัน คือ โดนมารุมว่าจนทำให้เครียด กดดัน ทุกข์ใจจนไม่อยากมาโรงเรียน

ตัวอย่างข้างล่างนี้เป็นสิ่งที่เราประมวลมาจากปัญหาลูกเรา ตัวเราเองตอนเด็ก ๆ และสิ่งที่เราเคยได้ยินได้ฟังมานะคะ

รูปแบบของการแกล้ง
1. การทำร้ายจิตใจกัน — อันนี้ เจอบ่อยที่สุดค่ะ
– คือ การว่ากันด้วยคำพูด แรงบ้าง เบาบ้าง หยาบคายหรือสุภาพบ้าง ขึ้นอยู่กับพื้นฐานครอบครัวที่เด็กคนนั้น ๆ โตมา
– คือ การแสดงกริยารังเกียจเดียดฉันท์ หัวเราะเยาะ ทำให้ผู้ที่ถูกแกล้งรู้สึกแย่

2. การแสดงอำนาจเหนือกว่า – ใช้อำนาจของตัวเอง (เช่น การเป็นคนมีเสน่ห์ เรียนเก่ง หน้าตาดี ที่เพื่อน ๆ ชื่นชม) กับเพื่อน อาทิ เช่น ใช้ให้ไปซื้อน้ำให้ ถือกระเป๋าให้ หรือ ใช้ให้ไปว่าเพื่อน ๆ คนอื่นที่ตัวเองไม่ชอบ

3. การข่มขู่ — การขู่ด้วยกริยาท่าทาง วางอำนาจ หรือ อวดเบ่งว่า ตัวเองมีคุณสมบัติบางอย่างที่อาจจะทำร้ายเพื่อนได้ เช่น พี่สาวเราตอนเด็ก ๆ โดนเพื่อนไถเงินทุกวัน โดยขู่ว่า ยายเลี้ยงผี ถ้าไม่ให้เงินเค้า จะให้ยายปล่อยผีมาฆ่าให้ตาย (ฟังมาถึงตอนนี้ ทุกคนอาจหัวเราะ แต่สำหรับเด็กเล็ก ๆ ที่เปิดทีวีไทย เจอแต่เรื่องผี ๆ ที่หลอกหลอนกันแบบเป็นจริงเป็นจังมาก นี่ทำให้ถึงกับต้องคิดมากเลยนะคะ)

4. การทำร้ายร่างกาย — อันนี้ เลวร้ายที่สุด และผู้ใหญ่จะต้องคอยระมัดระวังอย่างมากด้วย เพราะบางครั้ง อาจเลยเถิดไปจนทำให้พิการได้

5. การใช้อำนาจที่มีคว่ำบาตรเพื่อนที่ถูกแกล้ง — อันนี้ ไม่เจ็บกายแต่เจ็บหัวใจนะคะ ถ้าคุณเคยโดนมาเฟียน้อยในห้องสั่งทุกคนให้ทำท่ารังเกียจคุณ หรือ ไม่พูดกับคุณ ในวัย 5-6 ขวบ หรือ กระทั่งในวัยรุ่นก็เถอะ คุณอาจจะรู้สึกเครียดจัดไปจนถึงตั้งป้อมไม่สามารถรักใครได้อีกเลย หากคุณไม่รู้เท่าทันอารมณ์พอ

ทำไมถึงโดนรังแก
เด็ก ๆ แกล้งกันด้วยหลายเหตุผลค่ะ ที่น่าเศร้าคือ บางครั้งเป็นบาปบริสุทธิ์ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ คิดว่าทำเล่น ๆ เพราะสนุก (โดยลืมไปว่า คนโดนแกล้ง ไม่ได้สนุกไปด้วยหรอกนะคะ) ที่เราเห็นและได้ยินมาบ่อย ๆ คือ
1. หมั่นไส้ อิจฉา — ยอมรับเถอะค่ะ มนุษย์เรามีด้านดาร์คทั้งนั้น เพียงแต่เด็กน้อยอาจยังจัดการกับความรู้สึกดิบเถื่อนด้านนี้ของตัวเองได้ไม่ดี ก็เลยแสดงออกมาในรูปแบบของการแกล้ง ทีนี้ level ของความเป็นอันธพาลจะเป็นระดับไหน ก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานจิตใจเด็ก และการอบรมเลี้ยงดู การถูกบ่มเพาะ จากพ่อแม่และครูอาจารย์นะคะ

การแกล้งกันเพราะหมั่นไส้นี้ เจอบ่อยที่สุด เด็ก ๆ หมั่นไส้กันเพียงเพราะยังไม่สามารถยอมรับความแตกต่างระหว่างกันและกันได้ และหลายครั้ง ความรู้สึกแบบนี้ยึดโยงกับความรู้สึกอิจฉาอย่างเหนียวแน่นค่ะ

เช่น “ทำไมเพื่อนคนนี้ มี Sanrio ครบชุดเลย ?“ “อี๋ ทำเป็นเป็นคุณหนู ต้องมีคนมาส่งถึงห้อง” “ทำไมคุณครูถึงรักคนนี้เป็นพิเศษ ทีเราล่ะตีซะแรงเชียว” “ม้วนกระโปรงขึ้นมาซะเต่อเชียว ปากก็แดงแจ๋ หน้าเทามวากกกกก สก๊อยนี่หว่า” “เชอะ … นังเด็กแว่น นึกว่าเรียนเก่ง แล้วจะมองคนอื่นแบบนี้ได้เหรอ ?”

บางครั้ง ความหมั่นไส้ เกิดจากการอยากได้ อยากมี อยากเป็นแบบเพื่อน แต่ตัวเองไม่กล้ายอมรับ ไม่กล้าทำ พอมันต่างกันมากนักก็เลยเกิดอาการหมั่นไส้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มแกล้งกันค่ะ

2. อยากแสดงอำนาจ  อันนี้ ก็ธรรมดาอีกค่ะ สำหรับมนุษย์เราเป็นกันตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ บางคนจบมาตั้งหลายปีแล้ว ยังเก็บงำการแสดงอาจแบบเถื่อน ๆ ไม่ได้ ก็มีให้เห็นทั่วไปนะคะ ตัวใหญ่ แข็งแรง ก็อยากจะลองเตะ ต่อยพวกตัวเล็ก ๆ แล้วเอามาเข้าพวกเป็นลูกกระจ๊อกอวดความยิ่งใหญ่เสียหน่อย

3. มีเรื่องบาดหมางกันเรื่องอื่นที่จบไม่ลง บางที เด็กมีเรื่องทะเลาะหรือขัดแย้งกันบางอย่างมาก่อน สะสมไว้ไม่เคลียร์ให้หมด เจอดอกหนึ่ง ดอกสอง ดอกสาม ไปเรื่อย ๆ เข้า ก็ผูกขาดจองเวรกันไปตลอด

ใครมีแนวโน้มที่จะเป็นเหยื่อ และใครมีแนวโน้มจะแกล้งบ้าง
1. เด็กที่มีแนวโน้มว่าจะโดนแกล้ง คือ เด็กที่พิเศษจากเพื่อน อาจเป็น ความพิเศษได้ทั้งในทางลบและทางบวก เช่น ตัวเล็ก ดูท่าทางแหย ๆ เชื่องช้า แต่งตัวใช้ของดีเกินหน้าเพื่อน หรือซอมซ่อกว่าเพื่อน ๆ ในชั้นเดียวกัน เก่งหรือได้รับความสนใจจากครูมากกว่าเพื่อนในระดับเดียวกันอย่างมาก
2. เด็กที่มีแนวโน้มว่าจะแกล้งคือ เด็กที่มั่นใจในตัวเอง ได้รับการตามใจ รู้สึกว่ามีคนปกป้อง (รู้ไหม กรูลูกใคร ?) ตลอดจนถึงเด็กที่มีปมด้อยลึก ๆ ที่ตัวเองพยายามฝังกลบแต่มันกลับสำแดงตัวเองออกมาในรูปแบบของการแสดงอำนาจ

ทำไมเด็กถึงไม่กล้าต่อสู้

ตอบได้ง่าย ๆ คำตอบเดียวเลยค่ะว่า “ไม่มั่นใจ กลัว” พอถามต่อว่ากลัวอะไร คำตอบหลากหลายนะคะ
1. กลัวมีเรื่องแล้วพ่อแม่ดุ พ่อแม่บางคนตีซ้ำนะคะ ถ้าลูกมีเรื่องกับคนอื่น เพราะขี้เกียจมาโรงเรียนเวลาโดนเชิญขึ้นห้องปกครอง
2. กลัวการใช้กำลัง มีเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งเคยเล่าให้เราฟังว่า ตอน ม.ปลาย เคยมีเรื่องกับเพื่อนกลุ่มหนึ่งแล้วตัวเองไม่ลงมือ ไม่ใช่เพราะไม่กล้า แต่เพราะกลัวอีกฝ่ายเจ็บ (อันนี้ หลายคนอาจจะบอกว่า ตรรกะแปลก) แต่จริง ๆ ค่ะ บางคนไม่กล้าใช้กำลัง เพราะไม่รู้ว่าใช้แล้ว ถ้าอีกฝ่ายปางตายจะเป็นอย่างไร ผลคือ ตัวเองถูกเพื่อนในห้องเดียวกันรุมเรียกว่า “ไอ้ลูกหมา” อ้อ … ห้องนี้ เรียนภาษา เค้าเรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสด้วยนะว่า le chien ยิ่งเจ็บเข้าไปอีก
3. กลัวสู้ไม่ได้ อันนี้ ธรรมดาค่ะ ทุกคนมีสัญชาตญาณนี้อยู่ในตัวทั้งนั้น เราไม่ควรตำหนิ
4. กลัว กลัวเพราะกลัว หาสาเหตุไม่ได้ ครอบครัวไทย ๆ จีน ๆ แบบเรา เน้นการสอนเรื่องเชื่อฟัง เด็กว่าง่ายเด็กหัวอ่อน คือ เด็กน่ารัก เพราะงั้น เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ที่ไม่แก่นกล้าพอที่จะเถียงหรือโต้แย้งในบ้าน ก็มักจะหัวอ่อนพอที่จะยอมรับการโดนรังแกไปด้วยค่ะ

วิธีสังเกตอาการของเด็กที่ถูกรังแก
1. ซึมเศร้า หมกมุ่น ไม่อยากตื่นไปโรงเรียน ไม่กระตือรือร้น ไม่มีชีวิตชีวา บางครั้งเด็กจะหนีจากโลกความเป็นจริงด้วยการหันไปอ่านหนังสือ อยู่ในโลกส่วนตัว จมอยู่กับเกมส์ หรือ หากโตหน่อย ก็อาจจะเพ้อสร้างตัวตนปลอม ๆ ในโซเชียลเพื่อให้ได้รับการยอมรับ
2. ผลการเรียนแย่ลง ข้อนี้ เข้าใจได้ไม่ยากค่ะ ในเมื่อไม่มีชีวิตชีวา และความกระตือรือร้น จะให้เรียนดี คงเป็นไปไม่ได้

หลังจากที่มีการตั้งกระะทู้นี้ขึ้นก็มีสมาชิกหลายท่านเข้ามาแสดงความคิดเห็น บางท่านแนะนำว่าให้สอนลูกของตนเองให้เข้มแข็งและเปลี่ยนแนวคิด

คติส่วนตัวเราคือ เราฝึกให้ลูกเราพยายามพึ่งตัวเองให้มากที่สุด เราบอกให้ลูกเข้มแข็ง อดทน ลองแก้ปัญหาเอง ยอมรับข้อบกพร่องของตัวเอง ลูกเราก็พยายามนะคะ เวลาเพื่อนว่ามาก ๆ เข้าก็โต้ไปบ้างว่า “ไร้สาระ” แล้วก็ไม่พูดกับเพื่อน หรือ บางทีลูกเราก็พยายามจะเอาชนะใจเพื่อนด้วยการให้เงินหรือให้ยืมเงิน ทีนี้ ที่ลูกเสียใจคือ เวลาทวงเงินเพื่อน เพื่อนกลับทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วไม่สนใจไม่พูดด้วย อันนี้ ทำให้เธอเสียใจเป็นสองเท่า ประมาณว่า “ชั้นพยายามทำดีแล้ว แต่คงดีไม่พอ”

ในขณะที่บางท่านแนะนำให้ใช้วิธีการเจรจากับผู้ปกครองของเด็กที่เป็นต้นเหตุ เพื่อร่วมกันหาวิธีแก้ไข

สิ่งที่เราทำคือ
1. ไลน์หาคุณแม่ของน้องที่เป็นหัวโจกชอบว่าลูกเราบ่อย ๆ เราขออนุญาตโทรศัพท์หา และเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และเราก็ไม่ลืมที่จะบอกว่า “เราไม่แน่ใจว่า ลูกเราไปทำอะไรน้อง*** ก่อนรึเปล่า ? ถ้าใช่ เราขอโทษแทนด้วย ฝากคุณแม่ช่วยถามน้องนิดนึงนะคะ ว่ามีเรื่องอะไรกันรึเปล่า ? อยากให้เด็ก ๆ เล่นกัน รักกันเหมือนเดิม”
2. ไปพบคุณครูประจำชั้นที่ห้องเลยค่ะ เล่าให้ฟังถึงปัญหาทั้งหมด อันที่จริง ตอนต้นปี ทุกครั้งที่เปลี่ยนครูประจำชั้น เราจะไปบอกคุณครูว่า ลูกเรามีปัญหาเรื่องช้าบ้างเพราะตอนเด็ก ๆ เคยไม่สบาย เราไม่ได้มาพูดเพื่อขอสิทธิพิเศษ คุณครูจะดุ จะตีบ้างตามเหตุผล เราไม่ติดใจ แต่แค่อธิบายให้ฟังว่า ทำไม ลูกเราถึงทำงานบางอย่างเสร็จไม่ทันเพื่อน เราเองก็พยายามฝึกหัดเค้าเพิ่มเติมอยู่แล้ว

3. เราโทร.หาผู้ปกครองของเพื่อนลูก และคุยกับเพื่อนลูก ทั้งที่เป็นคู่กรณีและไม่ใช่คู่กรณี ค่อย ๆ ตะล่อมถามคุยดีๆ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ก็พบว่า มีคนเพียง 2-3 คนเท่านั้นที่ชอบว่าลูก และแสดงอำนาจกับลูกซ้ำ ๆ แต่คนอื่น ๆ ไม่ได้ทำอะไร แต่เวลาลูกเราโดนว่าบ่อย ๆ เข้า ก็เลยเซ็ง และพลอยไม่อยากคุยไปหมด

4. หลังจากไล่เรียงทั้งหมดแล้ว เราก็เรียกลูกเรามาคุย ปรับทัศนคติ เล่าให้ฟังว่า แม่ได้ดำเนินการอะไรไปบ้างเพื่อช่วยลูก ขอให้ลูกลองเปิดใจอีกครั้ง กลับไปโรงเรียน จะพบว่า เรื่องบางเรื่องที่เพื่อนเข้าใจลูกผิดไป (เช่นการใส่รองเท้าที่ต่างจากเพื่อน) หม่ามี้อธิบายให้คุณครูและคุณแม่เค้าฟังแล้ว คิดว่าเค้าเข้าใจ หม่ามี้ไม่อยากให้ลูกซื้อใจเพื่อนด้วยเงิน เรื่องการมีน้ำใจหม่ามี้สนับสนุน แต่อย่าให้เงินเค้าหรือให้เค้ายืมเพียงเพราะกลัว หรือ ต้องการจะชนะใจ

ผลที่ได้รับผ่านไปอาทิตย์กว่า เมื่อวาน ลูกคนเล็กกลับมาคุยเจื้อยแจ้วเหมือนเดิมแล้ว และบอกว่า มีเพื่อนดี ๆ มากมายที่โรงเรียน อยากไปโรงเรียนเร็ว ๆ จะได้ไปซ้อม show ตอน Christmas กับเพื่อน อ้อ … แล้วเพื่อนที่ยืมตังค์ไป คืนตังค์แล้วด้วยนะคะ ยืมไป 4 คืนมา 6 ซึ่งเราก็บอกลูกว่า ให้เอาอีก 2 บาทไปคืนเพื่อน เพราะเราไม่ได้ทำธุรกิจเงินกู้จ้ะ

วิธีป้องกัน
1. หมั่นคุยกับลูกบ่อย ๆ และสังเกตลูกบ่อย ๆ
2. ติดต่อสื่อสารกับคุณครูและกลุ่มผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด
3. แสดงตัวบ้างที่โรงเรียนเพื่อให้ลูกรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย
4. ปลูกฝังทัศนคติให้ลูกยอมรับความแตกต่าง และไม่ด่วนตัดสินใครง่าย ๆ”

ลูกถูกแกล้งไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เมื่อมีวิธีการรับมือมาแก้ไขปัญหา สำหรับวันนี้แอดมินขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่กับ “HerKid รวมพลคนเห่อลูก“ ผู้นำด้านการแชร์ประสบการณ์เด็ดๆแม่และเด็กได้ทุกวัน คลับ HerKid เว็บนี้มีทั้งสาระและความบันเทิงนะคะ

ขอบคุณข้อมูล : Pantip
เรียบเรียงโดย : HerKid รวมพลคนเห่อลูก

อ่านเมนูอาหารอื่นๆ >>> คุณแม่แชร์สูตรน้ำสต๊อคผัก เมนูทำง่าย แถมได้ประโยชน์เยอะ

Comments