รูปภาพ1

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ต้องระวัง อย่าคิดว่าแค่อาการท้องเสียเล็กน้อยจะไม่มีผลต่อลูกน้อยในท้อง วันนี้แอดมินจึงมีประสบการณ์ของคุณแม่เก๋ คุณแม่ HerKid ของเรามาแชร์อุทาหรณ์อาการท้องเสียอย่ามองว่าเล็กน้อยเพราะอาจมีสิทธิ์คลอดก่อนกำหนด มาฝากแม่ๆชาว HerKid รวมพลคนเห่อลูก ทุกคนค่ะ

คุณแม่เก๋ได้กล่าวว่า “อยากจะเตือนแม่ๆ ทุกนะค่ะอย่ามองข้ามอาการเล็กๆน้อยๆ แม่มีอาการท้องเสียตั้งแต่คืนวันศุกร์ประมาณ 2 ทุ่มคิดว่าน่าจะไม่เป็นไรมากกินเกลือแร่ก็คงดีขึ้นพอเช้าก็ให้แฟนไปทำงานปกติ

พอประมาณ 9-10 โมงไม่ไหวเลยให้แฟนกลับบ้านพามาโรงพยาบาล พอมาถึงหมอให้เก็บอุจจาระส่งตรวจพบเม็ดเลือดขาว 10 กว่าตัวเม็ดเลือดแดงอีกประมาณ 20 ตัว ติดเชื้อมีสิทธิ์คลอดก่อนกำหมด

สรุปต้องนอนให้ยาฆ่าเชื้ออย่างน้อย 3-7 วัน ตอนนี้แม่ให้มา 3 วันวันนี้หมอบอกค่า k ต่ำนอนต่อไม่รอแล้วนะ 35w แล้วรออีกนิดนะเดียวค่อยคลอด”

12 อาหารที่คนท้องไม่ควรรับประทาน (Kapook)

1. อาหารรสจัด

คุณแม่ตั้งท้องควรงดรับประทานอาหารที่มีรสจัดมาก ๆ อย่างเช่น เปรี้ยวจัด หวานจัด เค็มจัด หรือเผ็ดจัด เพราะจะส่งผลต่อระบบลำไส้และการย่อยอาหารของคุณแม่โดยตรง อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง จุกเสียด ปวดท้อง หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นอาหารเป็นพิษได้

2. อาหารที่ปรุงไม่สุก

อาหารที่ปรุงไม่สุก หรืออาหารสด อย่างเช่น ไข่ดิบ ไข่ที่ปรุงไม่สุก ปลาดิบ ซูชิ สเต๊กที่ไม่สุก กุ้งแช่น้ำปลา หอยนางรม เป็นต้น อาหารเหล่านี้อาจปนเปื้อนหรือมีเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้ภูมิต้านทานของคุณแม่อ่อนแอ และทำให้ป่วยได้ง่าย

3. อาหารประเภทไขมันสูง

อาหารประเภทไขมันสูง อย่างเช่น อาหารทอด, อาหารประเภทผัดที่ใส่น้ำมันมาก ๆ, ชีส เป็นต้น โดยอาหารประเภทนี้จะทำให้ย่อยยาก ทำให้คุณแม่ท้องอืด แน่นท้อง เกิดโรคกรดไหลย้อนได้ง่าย อีกทั้งน้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่าปกติ และไขมันส่วนเกินอาจจะไปจับอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้หลังคลอดน้ำหนักลดได้ยากด้วย

4. ปลาบางชนิด

ได้แก่ ปลาดาบเงิน ปลาฉลาม หูฉลาม ปลากระโทงแทง ปลากะพงขาว ปลากะพงแดง ปลาอินทรี รวมถึงปลาทูน่า ซึ่งปลาเหล่านี้มีสารปรอทอยู่มาก หากกินเข้าไปมาก ๆ อาจเป็นอันตรายต่อระบบประสาทของลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ได้

5. อาหารประเภทตับ

ตับบดหรืออาหารประเภทตับ จะมีวิตามินเออยู่สูงมาก หากกินเข้าไปมาก ๆ อาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อย ทำให้ทารกเกิดอาการผิดปกติและพิการได้ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ถึงกับห้ามกินเลย แต่ควรกินปริมาณน้อย ๆ สัปดาห์ละ 2 มื้อก็ถือว่าเพียงพอ

6. อาหารตากแห้ง

ได้แก่ ปลาเค็ม ไส้กรอก กุนเชียง อาหารเหล่านี้จะมีส่วนประกอบของไนเตรตสูงมาก ซึ่งจะไปทำปฏิกิริยากับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ทำให้การนำออกซิเจนจากเลือดไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำได้น้อยลง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ที่จะได้รับออกซิเจนน้อยตามไปด้วย

7. อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง

อาหารที่เก็บไว้ได้นานอย่าง อาหารสำเร็จรูป หรืออาหารกระป๋อง ส่วนใหญ่จะมีสารเคมีเจือปนอยู่มาก เช่น ผงชูรส บอแรกซ์ โซเดียมฟอสเฟต โซเดียมไนเตรต โซเดียมซัคคาริน และโซเดียมตัวอื่น ๆ ซึ่งสารบางอย่างหากได้รับในปริมาณมาก ๆ ก็อาจเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้

8. ผลไม้บางอย่าง

ผลไม้ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทาน หรือควรรับประทานให้น้อยที่สุด ได้แก่ ทุเรียน ฝรั่ง มะม่วง ลำไย แตงโม เป็นต้น เพราะผลไม้เหล่านี้ล้วนย่อยยาก บางชนิดทำให้เกิดแก๊สในลำไส้ ทำให้จุกเสียด แน่นท้อง บางชนิดมีน้ำตาลมาก เสี่ยงต่อน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้คุณแม่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้

9. ของหมักดอง

ของหมักดองในที่นี้หมายถึงของหมักดอง และผลไม้ดองทุกชนิด เนื่องจากในของหมักดองจะประกอบไปด้วยเกลือ น้ำตาล สารบอแร็ก หรือขัณฑสกรอยู่เป็นจำนวนมาก จะส่งผลให้คุณแม่มีอาการบวม ทำให้ท้องเสียได้ง่าย เกิดอาการอ่อนเพลีย ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ได้

10. เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

ในกาแฟ ชา โอเลี้ยง และน้ำอัดลม ล้วนแล้วแต่มีคาเฟอีน ซึ่งการที่คุณแม่ท้องได้รับคาเฟอีนมาก ๆ จะเสี่ยงต่อทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า คลอดออกมาแล้วทารกมีน้ำหนักตัวน้อย คลอดก่อนกำหนด หรือเสี่ยงต่อการแท้งได้ง่าย ดังนั้นในระหว่างตั้งครรภ์จึงควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนจะดีที่สุด แต่ในกรณีที่คุณแม่คนไหนที่อดไม่ได้จริง ๆ ก็สามารถดื่มได้ แต่ควรจำกัดปริมาณ ซึ่งคุณแม่ควรได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน

11. นมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ

จริงอยู่ว่าคุณแม่ตั้งท้องควรดื่มนม แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรดื่มมากจนเกินไป โดยเฉพาะนมวัว หรือนมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ เพราะอาจเสี่ยงต่อทารกในครรภ์แพ้โปรตีนแปลกปลอมในน้ำนมได้

12. แอลกอฮอล์

ในขณะตั้งครรภ์คุณแม่ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะแอลกอฮอล์จะส่งผ่านสายรกสู่ทารกโดยตรง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อพัฒนาการด้านสมองของลูกน้อยในครรภ์ หากได้รับปริมาณมากอาจถึงขั้นทำให้ลูกน้อยเกิดมาปัญญาอ่อน หรือมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดได้เลยทีเดียว

หากคุณแม่เกิดอาการผิดปกติควรเข้าพบแพทย์ทันที ขอขอบคุณคุณแม่เก๋ ที่ได้นำประสบการณ์ที่มีประโยชน์มาเล่าสู่กันฟังนะคะ สำหรับวันนี้แอดมินขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่กับคลับ HerKid รวมพลคนเห่อลูก ผู้นำด้านการแชร์ประสบการณ์เด็ดๆแม่และเด็กได้ทุกวัน คลับ HerKid เว็บนี้มีทั้งสาระและความบันเทิงนะคะ

ประสบการณ์จริงจาก : HerKid รวมพลคนเห่อลูก (คุณแม่เก๋)

อ่านประสบการณ์จริงอื่นๆ >>> อุทาหรณ์!!! ประตูลิฟท์หนีบนิ้วลูก

Comments