3

ปัจจุบันเชื้อโรคมีความหลากหลายมากขึ้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจเมื่อลูกมีอาการผิดปกติ วันนี้แอดมินจึงมีประสบการณ์ของคุณแม่น้องหนูยิ้ม คุณแม่ HerKid ของเรามาแชร์ควันบุหรี่อันตรายกว่าที่คิดทำลูกปอดติดเชื้อมาฝากแม่ๆชาว HerKid รวมพลคนเห่อลูก ทุกคนค่ะ

คุณแม่น้องหนูยิ้มได้กล่าวว่า “แชร์เป็นเครื่องเตือนใจแม่ๆ ลูกเป็นอะไร ไม่ต้องโพสถามใคร หน้าที่แม่คือพาลูกไปหาหมอ หาไปเถอะ จนกว่าจะได้รับคำตอบที่ตอบโจทย์ได้ เราต้องขวนขวาย แม่โชคดีที่น้องยังสู้ ถ้าช้ากว่านี้ หยุดอยู่กับที่ แม่อาจเสียน้องไปแล้วก็ได้

1 เดือนผ่านไป หลังจากโพสนี้ วันนี้มาอัพเดตอาการต่อจากรอบที่แล้ว สำหรับใครที่ติดตามน้องใหม่ ลองอ่านดูได้นะคะ มีหลายคนสอบถามเข้ามาถึงสาเหตุแรกเริ่ม และอาการเริ่มต้นที่หนูยิ้มป่วย อาจจะยาวมาก และอาจมีวันเวลาคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่โดยรวมก็ตามนี้เลยค่ะ

หนูยิ้มเริ่มมีอาการครั้งแรก เดือนธันวาคม ปี 2560 ด้วยอาการหน้าบวมตาบวม อ้วก ในครั้งนั้น หนูยิ้มเป็นหวัด ไปหาหมอที่คลีนิค ได้ยามากิน หลังจากกินยา1วันจึงมีอาการตาบวม หน้าบวม แม่จึงพาหนูยิ้มไปหาหมอที่รพ.ภูมิพล หนูยิ้มแอตมิด 3วัน คุณหมอวินิจฉัยว่า แพ้ยาฆ่าเชื้อ Azithromyzin และทำให้นี่เป็นจุดเริ่มต้น การเกิดภูมิแพ้ของน้อง น้องมี Adenarine เป็นยาฉีดติดตัวตั้งแต่นั้นมา

ถัดมาในเดือน มกราคม ช่วงวันที่10กว่าๆ หนูยิ้มมีอาการหน้าบวมตาบวมอีกครั้ง และมีอาการอาเจียนเป็นสีขาว ลักษณะเป็นฟอง หายใจเหนื่อย แม่จึงตัดสินใจฉีดยา Adenarine ให้น้องและนำน้องส่งรพ.ครั้งนั้น หมอวินิจฉัยว่า น้องแพ้อาหาร แต่ยังไม่สามารถบ่งบอกได้ว่า แพ้อะไร

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 หนูยิ้มเริ่มทำสกินเทสครั้งแรก ผลออกมาว่า หนูยิ้มแพ้ แป้งสาลี ไข่ขาว ถั่วเปลือกแข็ง อาหารทะเล กุ้งหอย และเนื้อวัว

หลังจากนั้น เดือนมีนาคม หนูยิ้มแอทมิดอีก2-3ครั้ง ครั้งละ2-3วัน ด้วยอาการแพ้อาหาร คุณหมอสันนิษฐานว่าเป็นการแพ้แป้งสาลีอย่างรุนแรง ทั้งๆที่แม่ระวังแล้วเกือบทุกอย่าง

ปลายเดือนเมษายน หนูยิ้มแอตมิดอีกครั้ง เนื่องจากคอ ตา ปาก บวม อ้วกและอาเจียนเป็นสีขาว เป็นฟอง คุณหมอซักประวัติแม่ และวินิจฉัยว่า แม่พาน้องไปให้อาหารปลา และน้องหายใจสูดดมแป้งสาลีเข้าไป เลยทำให้เกิดการแพ้ที่ภายใน

เดือนมิถุนายน หนูยิ้มทำสกินเทสสิ่งแวดล้อม ผลที่ขึ้นคือ แพ้ไรฝุ่น ยุง แมลงสาบ นุ่น ขนสัตว์ หลังจากนั้น แม่ระวังเกือบทุกอย่าง จนห่าง รพ. มาได้นาน จนช่วงกรกฎาคม-ตุลาคม เกิดการแพ้ อ้วก และ มีอาการเลือดกำเดาออกอยู่บ่อยๆ แอตมิดทุกครั้ง ครั้งละ2-3วัน ทุกครั้งแม่จ ฉีดadenarineให้น้องก่อนพาไปรพ.ทุกครั้ง เพราะน้องเหนื่อยมากทุกครั้ง

สิ่งที่น่าสังเกตทุกครั้งคือน้องอ้วกทุกครั้ง เป็นสีขาวฟองๆ มีไขมันลอยออกมา และความดันน้องอยู่ที่130-140ตลอด แม่เคยถามพยาบาลที่มาวัดความดันเค้าบอกว่าปกติของเด็ก

7 พฤศจิกายน 2561 หนูยิ้มเริ่มอ้วกอย่างรุนแรงอีกครั้ง เป็นก้อนสีดำๆ ตั้งแต่8โมงเช้า แต่ไม่มีาการร่วมอย่างอื่น แม่คอยสังเกต อาการ น้องไม่มีบ่นอาการอย่างอื่น อ้วกแล้วเพลีย นอน ตื่นมาอ้วก แม่ซื้อเกลือแร่มาให้กิน พักนึงน้องก็อ้วกอีก เป็นสีดำ เป็นก้อนๆ

จนกระทั่งราวๆ6โมงครึ่ง ช่วงเย็น แม่พาหนูยิ้มเช็ดตัว น้องอ้วกออกมาอีกครั้ง อ้วกพุ่ง มีก้อนเลือดดำๆปริมาณเยอะมาก และน้องหมดแรง ยืนไม่อยู่ แม่ประคองน้องออกจากห้องน้ำ เช็ดตัว น้องหายใจหอบหนัก แม่ฉีด Adenarine และพาน้องส่งรพ.

ระหว่างทาง การหายใจไม่ดีขึ่น จึงฉีด Adenarine อีกรอบนึงก่อนถึงรพ. เมื่อถึงรพ. น้องเข้าฉุกเฉิน เข้าห้องฉุกเฉินวิกฤต ฉีดAdenarineอีก1รอบ และทำหัตถการต่างๆ ให้ออกซิเจน ขึ้นแอตมิต หอผู้ป่วยเด็กปกติ ในคืนนั้น มีการเอกซเรย์ปอด ปกติ แต่น้องหายใจหอบเหนื่อยมาก ไม่กลืนน้ำลาย ไม่พูด

เวลา 05.30 น.ของวันที่ 8 มีการทำเอกซเรย์คอ พบกว่าหลอดลมบวม น้องหายใจไม่ออก จน 10.00น. อาจารย์หมอสั่งย้ายเข้าPICU น้องรักษาตัวครั้งนั้นประมาณ10วัน หมอวินิจฉัยว่าแพ้แป้งสาลี มีการอบรม การดูแลน้องกับแม่อีกครั้ง

หลังจากออกจากรพ.มา1วัน น้องกลับมาอ้วกเป็นเลือดอีกครั้ง และแม่ก็พาน้องไปรพ.อีกครั้ง หมอวินิจฉัยว่า น้องเป็นภูคมิแพ้ทางจมูก จมูกบวม มีก้อนเนื้อในโพรงจมูก เก็บชิ้นเนื้อไปตรวจ หมอบอกว่า เลือดที่อ้วกมาจากเลือดกำเดาไหลลงคอ ทำให้อ้วกเป็นเลือด…แอดมิตอีก1อาทิตย์ กลับบ้าน

ผ่านมาอีก2วัน น้องอ้วกเป็นเลือดอีกครั้ง ในปริมาณที่เยอะ เนื่องจากวันนั้นน้องมีนัดตรวจติดตามอาการ เช่นเดิม หมอบอกไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงทุกอย่างปกติ… กลับบ้าน

อ้วกเป็นเลือดทุกวัน วันละมากๆ น้องมีอาการเพลียจนคนรอบข้างสังเกตได้ เหนื่อย ไมทำอะไรนอกจากนอน  ผ่านไปอีก3วันแม่ทนไม่ไหว พาน้องไปรพ.จุฬาภรณ์ เพราะคิดว่าก้อนเนื้อที่เจอในโพรงจมูกมันต้องไม่ปกติแน่ๆ คิดไปทั่ว กังวลทุกสิ่ง

ปรากฎว่า รพ.จุฬาภรณ์ ไม่มีหมอเด็ก ให้รอเกือบ2-3ชั่วโมง แม่หอบน้องขึ้นรถ กลับมาที่ภูมิพลอย่างไม่มีทางเลือก น้องเพลียมาก มาถึงฉุกเฉินให้น้ำเกลือน้องและให้เจาะเลือด ผลเจาะเลือด บอกว่าปกติ หมอจะให้น้องกลับบ้าน แม่ทนไม่ไหวจริงๆอาละวาดกับหมอ ไม่มีใครจะนั่งมองลูกอ้วกเป็นเลือดทุกวันได้ มันต้องไม่ปกติสิ หมอยอมให้นอนดูอาการ

ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่นรอบนั้น หมอมาตรวจน้องแค่ทั่วไป เค้ายืนยันกับแม่ว่าไม่มีอะไรผิดปกติแน่นอน น้องอยู่รพ.อีกเกือบอาทิตย์ ไม่มีอะไรผิดปกติ จนวันที่หมอจะให้น้องออกจากรพ. แม่ขอให้หมอเอาน้ำเกลือและยาทางสายออก และขอใช้ชีวิตปกติ เหมือนอยู่ที่บ้าน อีก1-2วัน เป็นไปตามคาด วันต่อมาหนูยิ้มอ้วกเป็นเลือดอีกครั้ง

หมอพยายามพาหนูยิ้มไปส่องกล้องที่จมูก ที่หู ที่ตอ เพื่อหาแผล และสรุปกับแม่ว่าเลือดกำเดาไหลลงคอ ถ้าแม่ไม่มั่นใจ ถ้าเป็นอีกให้พาไปทีอื่น เพราะทางนี้สรุปได้เท่านี้ หมอจะประสานส่งตัวไปที่อื่นให้ แม่พยายามติดต่ออาจารย์ที่ศิริราชเพื่อขอนัดส่องกล้อง

หมอที่ภูมิพลบอกว่า ต้องรอว่าเค้าจะรับเคสไหม เพราะน้องไม่มีอะไรให้แทรกเคสได้ มันปกติ ทุกอย่าง ส่งไปเค้าจะทำให้รึป่าวก็ไม่รู้ แต่แม่ก็พยายามหาเส้นสาย ไปติดต่อทุกวิถีทาง และมีความหวังว่าจะช่วยลูกได้อยู่เสมอ แม่ขอใบส่งตัว ใบประวัติการรักษาและ แม่พาน้องกลับบ้าน กลับมาอยู่ที่บ้าน

วันที่19ธันวาคม เช้าอ้วกเป็นเลือดอีกครั้ง น้องมาฟังผลชิ้นเนื้อ ไม่มีอะไรปกติ หมอมองว่าทุกอย่างปกติ

วันที่ 20 ธันวาคม เช้าอ้วกอีกครั้ง หนักมาก แม่โทรหารพ.ในละแวกบ้าน ทุกรพ.แม้แต่เอกชน ว่ามีโปรแกรมส่องกล้องทางเดินอาหาร ปรากฎว่าที่รพ.ธรรมศาสตร์รังสิต มีส่องกล้องทางเดินอาหาร และแม่เล่าอาการให้เค้าฟัง เค้าให้แม่พาน้องส่งรพ.อย่างเร่งด่วน

12.30น.น้องมาถึงรพ. อ้วกเป็นเลือดตลอดทางไม่มีหยุด ถึงฉุกเฉิน หมอฉีดยาแก้อาเจียยและกระตุ้นหัวใจ สวนอาหารในช่องท้อง พบเลือดในกะเพาะเยอะประมาณ 60 cc หลังจากสวนน้องหยุดอาเจียน เพลียและหลับไป หมอให้แอดมิตขึ้นวอร์ดผู้ป่วย

16.30น. อาจารย์หมอขึ้นตรวจ พบว่าหนูยิ้ม ช็อค ซีด ขาดเลือด ขาดน้ำ ความดันสูงสั่งแอตมิด PICU ให้เลือด ให้ยา สภาพลูก ณ ตอนนั้น เจาะทุกที่ มือ2ข้าง ที่คอ เจาะCentral Line เจาะใส่สายเส้นเลือดดำ เส้นเลือดแดง ใส่สายสวนฉี่ ใส่สายทางจมูก น้องถูกมัดมือ มัดเท้า

วันที่21ธันวาคม น้องได้รับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น ผลปรากฎว่า ทางเดินอาหารของน้องมีแผลตั้งแต่หลอดลม ไล่ไปถึงกะเพราะอาหาร มีแผลยับเยิน บอบช้ำ หมอใช้คำว่าน้องเก่งมากที่ทนมาได้ขนาดนี้ แม่ใจสลาย โทษตัวเองซ้ำไปซ้ำมาว่า แม่ช้าไป แม่พาน้องไปหลงทางที่ไหนมานานมาก หมอวินิจฉัยว่า ทางเดินอาหารอักเสบอย่างรุนแรง

วันที่ 22 ธันวาคม อาจารย์ทาง PICU คุยกับแม่เกี่ยวกับแนวทางและซักประวัติเพิ่มเติม ผลปรากฎว่า ความดันน้องสูงมาก สูงกว่าผู้ใหญ่บางคนด้วยซ้ำ คุณหมอจะนัดทำ MRA และเอคโค่หัวใจ

วันที่ 23 ธันวาคม น้องทำเอคโค่หัวใจ ผลปรากฎว่า หัวใจโต เนื่องจากน้องน่าจะมีเรื่องความดันมานาน ต้องรีบหาสาเหตุของความดันให้ได้

วันที่ 24 ธันวาคม น้องทำ MRA เพื่อดูเรื่องเส้นเลือดในทางเดินอาหาร ไต และหาสาเหตุของความดัน

วันที่ 28 ธันวาคม หมอส่องกล้องทางเดินอาหารอีกรอบ พบว่าแผลลดน้อยลง ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

วันที่ 30 ธันวาคม น้องย้ายมาพักในหอผู้ป่วยธรรมดาได้แล้ว

วันที่ 2 มกราคม 2562 น้องได้อาสาสมัคร ในวัยเดียวกันมาเทียบผลเลือดค่าความดัน ซึ่งผลออกมาตามที่แม่ได้อัพเดตหน้าเฟส กับโรคเรนินโนม่าห์

วันที่ 4 มกราคม 2562 เวลา 19.00 น้องอ้วกออกมาอีกครั้ง ครั้งแรกเป็นอาหารธรรมดา และครั้งที่ 2 เป็นอาหารปนเลือด หมอสั่งให้น้ำเกลือและงดน้ำอาหารในคืนนั้นดูอาการ

วันที่ 5 มกราคม 2562 เวลาตี 1 ตี 3 ตี 5 น้องฉี่ราด กลั้นปัสสาวะไม่ได้ และตี 5 ครึ่งอ้วกออกมาอีกครั้งปนเลือด

07.00น.อ้วกอีกครั้งเป็นน้ำปนเลือด

07.40น.อ้วกพุ่งสีดำมาก ปริมาณเยอะเกือบ 500 CC หมอให้ยาแก้อ้วก และสั่งย้ายลง PICU อีกครั้ง

วันที่ 6 มกราคม 2562 หมอบอกกับแม่ว่าอาการภายนอกเธอดูปกติมาก แต่หัวใจเต้นสวิงไปมา เหมือนคนติดเชื้อ แต่วัดไข้ไม่ขึ้น หมอบอกว่าค่อนข้างบอกยาก เพราะน้องได้รับสเตียรอยด์อยู่ซึ่งมันอาจกดอาการต่างๆไว้ไม่ให้แสดงออกมา และมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

วันที่7มกราคม น้องย้ายขึ้นมาจาก PICU ไม่มีอาการอ้วก และอาการต่างๆ อยู่ในขั้นที่เรียกได้ว่าดี

หลังจากนั่นน้อง อาการดีขึ้นตามลำดับ ยิ้มได้ร่าเริง มีการจำกัดเรื่องการทานอาหารหลายอย่าง สิ่งที่น้องทานได้ คือ ข้าว ไก่ เกลือ และผักบางชนิดเท่านั้น แม้แต่นม น้องก็ทานนมสูตรพิเศษ ทีแรก กินนมผงสูตรพิเศษสำหรับเด็กแพ้ กระป๋องละ 1600 บาท น้องทานได้แค่ 2 วัน ซึ่งสำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยว บอกตรงๆว่าแม่ไม่ไหว และได้บอกคุณหมอ ไป คุณหมอจึงคิดสูตร “นมไก่” เป็นนมสูตรพิเศษที่สามารถทำเองได้ ประหยัดไปได้พอตัว

ระหว่างนั้น น้องให้สเตียรอยด์เพื่อทำการรักษาอยู่ตลอด น้องมีอาการหน้าบวม ตัวบวม ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์ คุณหมอส่งแผนจะลดสเตียรอยด์ทุก3น ถ้าลดได้เรื่อยๆ จะกลับบ้านได้ ณ ตอนนั้น น้องได้สเตียรอยด์อยู่ที่ 15 mg ต่อวัน

1

วันที่ 13 มกราคม เป็นวันแรกที่ลดสเตียรอยด์ลง 2.5 mg หรือครึ่งเม็ด ในมื้อแรก น้องมีอาการปวดท้อง ในเวลากลางคืน คืนนั้นผ่านไปด้วยดี

วันที่ 14 มกราคม วันที่ 2 ของการลดสเตียรอยด์ 8.00 หลังการกินสเตียรอยด์วันที่ 2 น้องอ้วกมาเป็นเลือด เป็นก้อนๆ อ้วกจนล้มกลางกองเลือด พยาบาลพยุงน้องขึ้นมา ให้ยาสเตียรอยด์แบบฉีดทันที ในระหว่างนั่นน้องอ้วกเป็นก้อนเลือดออกมาตลอดเวลา เยอะมากกว่าทุกครั้งที่เป็นมา นอนอ๊อกออกมาเป็นเลือดตลอดเวลา ทุกครึ่งชั่วโมง

คุณหมอสั่งให้เลือดน้องทดแทนปริมาณที่อ้วกออกมา มีการคำนวนการสูญเสียน้ำและเลือดตลอดเวลา และย้ายลง PICU เป็นครั้งที่ 3 ระยะเวลา 8.00-13.00 น้องอ้วกออกเป็นเลือดตลอดเวลา ถ้านับเป็นครั้งคือ 12-13 ครั้งน้องได้รับการสวนกระเพาะ เพื่อหยุดการอ้วก แต่ผลคือจากเลือดดำ กลายเป็นเลือดแดง ออกมา ครั้งนั้นคือครั้งที่แม่ท้อที่สุด แม่คิดว่า น้องอาจจะทนไม่ไหวแล้ว น้องเจาะเส้นเลือดใหญ่ที่คออีกครั้ง เพื่อให้ยา ความดันสูงตลอดเวลา ชีพจรเต้นเร็วจนน่าตกใจ คุณหมอสั่งเพิ่มสเตียรอยด์ ให้น้องอยู่ที่ 30 mg ต่อวัน หลังจากนั้น เลือดในกะเพาะหยุดไหลและอาการน้องดีขึ้นตามลำดับ น้องอยู่ใน PICU อีก 4 วัน 3 คืน จนย้ายออกมา 17 มกราคม

อาการน้องดีขึ้นเรื่อยๆ แต่มีอาการบวมจากสเตียรอยด์อีกครั้ง และภาวะจิตใจค่อนข้างแย่ น้องซึม ไม่ร่าเริง และหวาดกลัว แต่อาการทางร่างกายดีขึ้นตามลำดับ เมื่ออาการน้องทรงตัวดี คุณหมอจึงวางแผนที่จะลดยาอีกครั้ง ทำอย่างระมัดระวังและเฝ้าดูอาการตลอดเวลา

วันที่22มกราคม เริ่มลดสเตียรอยด์ครั้งแรก 3 วันผ่านไปด้วยดี

วันที่ 25 มกราคม เริ่มลดสเตียรอยด์ครั้งที่สอง น้องอาเจียนออกมาอีกครั้ง ครั้งเดียว แต่น้องมีอาการปวดท้องตลอดเวลา วันนั้นเราเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด

วันที่26มกราคม น้องอ้วกออกมาอีกครั้ง ประมาณ300 cc จึงต้องย้ายน้องลง PICU อีกรอบเป็นครั้งที่ 4 ครั้งนี้ความทรมานใจของแม่เกิดขึ้น มาก เพราะสภาวะจิตใจน้องแย่มาก แย่มากถึงมากที่สุด

ทีมแพทย์สรุปกันว่า อาการของน้องอยู่ได้เพราะสเตียรอยด์ และลงความเห็นว่าจะยังไม่ลดสเตียรอยด์อีก น้องอยู่PICUอีก3วัน2คืน จึงย้ายน้องขึ้นห้องปกติ ด้วยอาการของน้องที่มีความหวาดกลัว หวาดระแวง และภาวะการรับสเตียรอยด์ที่สูงมากทำให้น้องภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อง่าย แม่ตัดสินใจให้น้องอยู่ห้องเดี่ยว แม่คิดแค่ว่า เผื่ออะไรๆจะดีขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากขึ้นจาก PICU รอบนี้คือ อาการหวาดกลัวทุกสิ่งทุกอย่าง ติดเตียง น้องเริ่มปวดขา และเดินไม่ได้ ผลทุกอย่างเกิดจากสเตียรอยด์ คุณหมอหาทางลดสเตียรอยด์ โดยการเพิ่มยาอีกตัวเข้ามาเพื่อประคองอาการ ก่อนจะลดสเตียรอยด์ แต่คงใช้เวลาอีกสักพักใหญ่

ณ วันนี้น้องได้รับการบำบัดทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทีมแพทย์ทุกท่านดูแลน้องเป็นอย่างดี ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและเอ็นดูให้กำลังใจน้องมาตลอด

หลายๆท่านคงได้ติดตามและพอเข้าใจในอาการน้องบ้างแล้ว อาการภายนอกน้องเหมือนเด็กปกติมาก แต่ภายในมีหลากหลายเรื่องราวที่เรายังไม่แน่ใจว่า ถ้าเกิดขึ้นกับตัวเรา เราจะทนได้ไหม หนูยิ้มอดทนมาก มากเกินกว่าเด็กคนนึงจะทนไหว เค้าสู้ แม่ก็จะสู้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามน้องและหวังว่าจะให้ความเอ็นดูและช่วยเหลือน้องตลอดไปค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ

เรนิน (ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์ วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์)

เรนิน (Renin หรือ Angiotensinogenase) เป็นสารโปรตีนที่เป็นเอนไซม์ที่สร้างจากไต มีหน้าที่ทำงานร่วมกับสาร Angiotensin และกับฮอร์โมน Aldosterone จากต่อมหมวกไต ในการควบคุมปริมาณน้ำในร่างกายที่ส่งผลถึงการควบคุมความดันโลหิตด้วย ที่เรียกระบบการควบคุมความดันโลหิตของร่างกายระบบนี้ว่า Renin-angiotensin-aldosterone system(ย่อว่า RAAS) หรือ Renin-angiotensin-aldosterone axis ทั้งนี้ในทางการแพทย์ สามารถตรวจหาสารเรนินได้จากการตรวจเลือด แต่เป็นการตรวจที่ทำเฉพาะในบางกรณีเท่านั้น เช่น เพื่อการศึกษาวิจัย

เมื่อลูกมีอาการผิดปกติควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ ขอขอบคุณคุณแม่น้องหนูยิ้มที่ได้นำประสบการณ์ที่มีประโยชน์มาเล่าสู่กันฟังนะคะ สำหรับวันนี้แอดมินขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่กับคลับ HerKid รวมพลคนเห่อลูก ผู้นำด้านการแชร์ประสบการณ์เด็ดๆแม่และเด็กได้ทุกวัน คลับ HerKid เว็บนี้มีทั้งสาระและความบันเทิงนะคะ

ประสบการณ์จริงจาก : HerKid รวมพลคนเห่อลูก (คุณแม่น้องหนูยิ้ม)

อ่านประสบการณ์จริงอื่นๆ >>> เตือนภัย!!! ลูกเป็นไข้ไม่ยอมลดสาเหตุเพราะเห็บเกาะดูดเลือด

Comments