22

ลูกนอนกรนเสียงดัง  มีวิธีดูแลรักษาอย่างไร วันนี้แอดมินจึงมีประสบการณ์ของคุณแม่เจี๊ยบคุณแม่HerKid ของเรามาแชร์ประสบการณ์อุทาหรณ์!! เหตุเกิดเพราะคุณแม่ละเลยลูกนอนกรนเสียงดังมาฝากแม่ๆชาว HerKid รวมพลคนเห่อลูก ทุกคนค่ะ

คุณแม่เจี๊ยบได้กล่าวว่า “สวัสดีค่ะแม่ๆวันนี้มีประสบการณ์จากการเลี้ยงลูกสาวมาเล่าสู่กันฟังจ๊ะ..ตอนนี้น้องอายุ 5 ขวบ น้องป่วยบ่อยค่ะเลี้ยงยากมากๆเวลาป่วยจะหอบและมีไข้สูงเริ่มสังเกตมาเรื่อยๆ

จนอายุน้องใกล้ 4 ขวบเริ่มสังเกตน้อง”นอนกรนดังมาก”เวลาหลับ กรนชนิดว่าถ้าใครไม่เคยนอนกับน้องจะนอนด้วยไม่ได้เลยและเวลานอนดึกๆมักจะลุกขึ้นร้องตื่น หรือขอนอนหมอนแบบสูงเพื่อให้นอนสบาย

การใช้ชีวิตประจำวันก็ลำบากเวลาน้องไปเรียน น้องจะนั่งหลับตลอดๆไม่มีสมาธิในการเรียน หนักสุดน้องป่วยมาจาก ร.ร ไข้ขึ้นสูงนอน ร.พ 2 คืนกลับมาจาก ร.พ ครั้งนั้นแม่สังเกตเห็นน้องนอนเงียบคืนหนึ่ง 1 – 2 ครั้ง ที่แม่รู้เพราะน้องจากเคยนอนกรนดังๆจะเงียบไป ทีแรกนึกว่าเป็นเรื่องปกติ….คืนหลังลองสังเกต ใหม่คืนนั้นฝนตกอากาศเย็น

เริ่มสังเกตตั้งแต่3ทุ่มคืนนั้นน้องหยุดหายจัยไป 4 ครั้งภายใน1คืนแม่ต้องเรียกชื่อน้องและเขย่าตัวช่วยเพื่อให้น้องตื่น
คืนนั้นมันทำให้แม่คิดมากจึงอัดวิดีโอให้หมอดู การนอนแบบผิดปกติของน้อง…หมอจึงส่งตัว น้องมารักษาตัวต่อที่ ร.พ ในเมือง

คุณหมอได้ทำการตรวจอย่างละเอียดพบ ที่คอของน้องมีต่อมอะนีนอย์โตมากทำให้ไปจุก ทางเดินหายจัยของน้อง หมอบอกกับแม่ว่าแม่ปล่อยให้น้องเป็นนานมากไป ที่จริงน้องตัวเล็กผอมบางขนาดนี้น้องนอนกรนดังมาก แม่น่าจะสังเกตรู้ถึงความผิดปกติแล้ว เราก็ยอมรับผิดตรงนั้นเพราะเห็นว่าเรื่องนอนกรนแบบนี้มันธรรมดาสำหรับเด็ก หมอจึงลงความเห็นว่าควรผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

“ตอนนี้น้องน้ำมนต์ผ่าตัดแล้ว” การนอนเสียงกรนแทบไม่มี ใช้ชีวิตประจำวันไปเรียนได้ปกติ ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ทุกวันนี้น้องสดใสร่าเริงเป็นคนเก่งของแม่แล้ว

วันนี้แม่มีเรื่องมาเล่ายาวเลยขอบคุนที่แม่ๆอุตส่าห์ อ่านขอบคุณที่แม่ๆไม่กดเลื่อนผ่านไป อยากแชร์ประสบการณ์ให้แม่ๆได้รู้ได้สังเกต ลูกรักของเราอย่ามองผ่านว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่อง เล็กๆเพราะมันจะทำให้เราเสียจัยภายหลังได้นะจ๊ะ”

พ่อแม่ต้องรู้ลูกนอนกรนเสียงดังมีวิธีสังเกตอาการ วิธีรักษา อย่างไรบ้าง (Bangkok Hospital โดยศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพฯ)

       1. ลูกนอนกรน หายใจเสียงดังเวลานอน มีอันตรายหรือไม่ ?

ภาวะการ นอนกรนเป็นการหายใจเสียงดัง ซึ่งเกิดขึ้นในขณะหลับ พบได้ในทุกเพศทุกวัย จากการศึกษาพบว่าเด็กประมาณ 3-12 เปอร์เซ็นต์นอนกรน การนอนกรนพบบ่อยเป็นพิเศษในช่วงอายุก่อนวัยเรียน (Preschool) หรือช่วงระดับชั้นอนุบาล เนื่องจากขนาดของต่อมอดีนอยด์ และทอนซิล ที่มักโตเมื่อเทียบกับขนาดของทางเดินหายใจเด็ก

      2. การนอนกรนมีอันตรายหรือไม่ ?

การนอนกรนอาจ เป็นอันตรายได้ หากเกิดร่วมกับภาวะการหายใจที่ลดลง หรือหยุดหายใจในขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea Syndrome) ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในเลือดต่ำลง ส่งผลให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอเพียง เด็กเมื่อนอนแล้วหายใจไม่ออก เนื่องจากทางเดินหายใจอุดตัน ก็จะนอนกระสับกระส่าย ตื่นนอนบ่อย ทำให้การนอนหลับตอนกลางคืนไม่มีคุณภาพ, นอนหลับได้ไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต และการเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็ก

    3. อาการที่น่าสงสัย

  • มีอาการหายใจติดขัด, หายใจลำบาก หรือหยุดหายใจเป็นพัก ๆ นอนกระสับ กระส่าย, เหงื่อออกมากเวลานอน, ตื่นนอนกลางดึกบ่อย ๆ
  • ปัสสาวะรดที่นอนทั้งที่เคยควบคุมได้มาก่อน
  • อ้าปากหายใจ มีปัญหาด้านการเรียน, เรียนได้ไม่ดี
  • มีปัญหาทางพฤติกรรม, สมาธิสั้น, อยู่นิ่งเฉยไม่ได้
  • ระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติ
  • ง่วงเหงาหาวนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน
  • มีความดันโลหิตสูง

4. การรักษาลูกนอนกรน

หากพบว่าเด็กมีภาวะของโรคที่เป็นอันตรายก็จำเป็นต้องมีการรักษา การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ

  1. การตัดต่อม Adenoid และ Tonsils ในรายที่มีต่อม Adenoid และ/หรือ Tonsils โต การตัดต่อมออกพบว่าช่วยรักษาการอุดตันของทางเดินหายใจในขณะหลับได้ถึง 75-100% จึงถือเป็นการรักษาหลังในผู้ป่วยกลุ่มนี้
  • ในผู้ป่วย ซึ่งมีการอุดตันของทางเดินหายใจขณะหลับเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้ทางเดินหายใจอุดตันตอนหายใจเข้า หรือในผู้ป่วยที่ตัดต่อมทอนซิลแล้วยังมีปัญหา หรือในรายที่มีปัญหาสุขภาพทางด้านอื่น ไม่สามารถผ่าตัดได้จำเป็นจะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เพื่อป้องกันการอุดตันของทางเดินหายใจในขณะหลับ (CPAP หรือ BiPAP)
  • การรักษาโดย การผ่าตัด เพื่อแก้ความผิดปกติของโครงสร้างของทางเดินหายใจส่วนบนที่แคบกว่าปกติเป็น การทำ Craniofacial Surgery, Uvulopharyngopalatoplasty.
  • การรักษาอาการอื่น ๆ ที่อาจเป็นปัจจัยร่วมให้เกิดปัญหาการหายใจที่ผิดปกติขณะหลับเป็นโรคภูมิแพ้, การควบคุมน้ำหนัก

ภาวะการ นอนกรนเป็นการหายใจเสียงดัง ซึ่งเกิดขึ้นในขณะหลับ พบได้ในทุกเพศทุกวัย จากการศึกษาพบว่าเด็กประมาณ 3-12 เปอร์เซ็นต์นอนกรน การนอนกรนพบบ่อยเป็นพิเศษในช่วงอายุก่อนวัยเรียน (Preschool) หรือช่วงระดับชั้นอนุบาล เนื่องจากขนาดของต่อมอดีนอยด์ และทอนซิล ที่มักโตเมื่อเทียบกับขนาดของทางเดินหายใจเด็ก

หมั่นสังเกตอาการลูกน้อย หากมีความผิดปกติให้รีบนำส่งโรงพยาบาล ขอขอบคุณคุณแม่เจี๊ยบที่ได้นำประสบการณ์ที่มีประโยชน์มาเล่าสู่กันฟังนะคะ สำหรับวันนี้แอดมินขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่กับคลับ HerKid รวมพลคนเห่อลูก ผู้นำด้านการแชร์ประสบการณ์เด็ดๆแม่และเด็กได้ทุกวัน คลับ HerKid เว็บนี้มีทั้งสาระและความบันเทิงนะคะ

ประสบการณ์จริงจาก : HerKid รวมพลคนเห่อลูก (คุณแม่เจี๊ยบ)

อ่านประสบการณ์จริงอื่นๆ >>> อุทาหรณ์!! สัญญาณอันตรายลูกนอนกรนเสียงดัง

Comments