1

ไวรัสตัวร้าย ทำเอาคุณพ่อคุณแม่ๆเหนื่อยไปตามๆกัน วันนี้แอดมิน “HerKid รวมพลคนเห่อลูก” จึงนำประสบการณ์การติดเชื้อไวรัสโรต้าที่ทำเอาคุณพ่อน้องตุ้ย คุณพ่อ HerKid ของเรา เหนื่อยกันเลยทีเดียว ตามมาดูกันเลยดีกว่าค่ะว่า อาการเป็นอย่างไรกันบ้าง แล้วมีวิธีป้องกันอย่างไร เพื่อไม่ให้ลูกติดเชื้อไวรัสโรต้านี้ได้

คุณพ่อน้องตุ้ย “เตือนภัย…โรคที่เป็นกับเด็ก “ไวรัสโรต้า” กินไม่ได้ อ้วกออกหมด ท้องเสีย ขี้ไหลมากกว่าปรกติ มีไข้ เฮ้อออออ เป็นมาปวดหัวเลย เข้าออกโรงบาลเป็นว่าเล่น ผมสงสารลูก สิทธิโรงบาลใกล้บ้านห่วยแตก ให้แต่ยามาทาน…อาการถ่ายเหลว มากกว่าปกติ เบื่อ อาหาร กินไรออกหมด มีไข้ร่วมด้วย”

ไวรัสโรตาคืออะไร? (ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง อรุณี เจตศรีสุภาพ)
ไวรัสโรตา (Rotavirus) นี้เป็นไวรัสกลุ่มอาร์เอ็นเอ (Double-stranded RNA virus)
ใน ตระกูล (Family) Reoviridae ซึ่งมี 7 สายพันธุ์ (A, B, C, D, E, F, G) เด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบเกือบทุกคน จะติดเชื้อไวรัสนี้อย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง

การติดต่อของโรคนี้ เกิดจากการกินสิ่งปนเปื้อนอุจจาระที่มีเชื้อนี้ เช่น เด็กมือเปื้อนแล้วอมหรือดูดนิ้ว หรือเชื้อ/อุจจาระติดกับของเล่น หรือเครื่องใช้ จึงเป็นโรคป้องกันค่อนข้างยาก ดังนั้นจึงมักมีการระบาดของไวรัสโรตาในโรงเรียนเด็กเล็ก หรือสถานเลี้ยงเด็ก

เด็กเล็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อายุน้อยกว่า 3 เดือน จะมีภูมิคุ้มกันต้านทานต่อไวรัสโรตาที่ผ่านรกมาจากแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และเด็กที่กินนมแม่จะมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโรตามากกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ จึงมักพบท้องร่วงจากไวรัสโรตาในเด็กสองกลุ่มนี้น้อยกว่าเด็กกลุ่มอื่นๆ

เชื้อไวรัสโรตาที่อยู่ในตัวเด็กที่เป็นโรค จะแพร่ไปให้ผู้อื่นทางอุจจาระได้ ตั้งแต่ประมาณ 1-2 วัน ก่อนมีอาการท้องร่วงจนกระทั่งประมาณ 10 วันหลังจากเริ่มมีอาการ ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้ม กันต้านทานโรคบกพร่อง จะพบเชื้อในอุจจาระนานกว่า 30 วันหลังจากการติดเชื้อ

ทั้งนี้ เชื้อที่ออกจากร่างกาย ไปติดตามสิ่งของต่างๆ จะคงทนอยู่นานหลายเดือน หากไม่เช็ดออกด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งเชื้อเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดการติดโรคได้เช่นกัน

เมื่อได้รับเชื้อไวรัสโรตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวสั้น คือส่วนใหญ่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง (ระยะเวลาตั้งแต่ 1-7 วัน) เชื้อเมื่อเข้าสู่ทางเดินอาหารที่ลำไส้เล็กจะทำลายผนังลำไส้เล็ก ทำให้การดูดซึมน้ำและเกลือแร่ลดลง และเอนไซม์ (Enzyme) สำหรับย่อยคาร์โบไฮเดรตผิดปกติ ทำให้มีอาการท้องร่วง/ท้องเสีย/ท้องเดิน ถ่ายเป็นน้ำ ไม่มีมูกหรือเลือดปน

เด็กอาจจะมีไข้ มีน้ำมูกและไอเล็กน้อยนำมาก่อนคล้ายการติดเชื้อไวรัสอื่นๆ แต่จะมีอา การช่วงสั้นๆแล้วมีอาการทางเดินอาหารตามมา มักมีอาเจียนมากใน 1-2 วันแรก และท้องร่วงเป็นน้ำพุ่งหลายครั้ง หากไม่ได้รับเกลือแร่เพียงพอจะท้องอืดมาก อาจถ่ายอุจจาระมากจนก้นแดง อาการอาเจียนจะเป็นในช่วงสองวันแรกแล้วดีขึ้น แต่ท้องร่วงจะอยู่นานประมาณ 5-7 วัน

เมื่อไหร่ควรพาเด็กพบแพทย์?
เด็กท้องร่วง/ท้องเสีย/ท้องเดิน หรืออาเจียนมาก หากให้น้ำและเกลือแร่ไม่เพียงพอและทันเวลา เด็กอาจมีอาการรุนแรงมาก โดยเฉพาะในเด็กอ่อน หากเป็นมากอาจช็อกและเสียชีวิต

ทั้งนี้ อาการที่ต้องรีบพาเด็กไปโรงพยาบาลฉุกเฉิน คือ

1. เด็กมีอาการซึมลง

2. ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะเลยใน 4-6 ชม.

3. ตัวเย็นหรือมีไข้สูง

4. มีอาการหอบเหนื่อย

5. มีอาการชัก

6. อาเจียนมาก ไม่สามารถให้กินได้

ป้องกันโรคท้องร่วงจากไวรัสโรตาอย่างไร?
เด็กป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโรตา ตามธรรมชาติส่วนใหญ่จะมีภูมิคุ้มกันต้านทานสำหรับโรคนี้ ดังนั้น จะพบว่าเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี จะมีการติดเชื้อโรตาไวรัสมาก แต่เมื่ออายุมากขึ้น จะมีการติดเชื้อนี้น้อยลง และอาการรุนแรงน้อยลง

การรักษาความสะอาด ได้แก่ การล้างมือในการเตรียมอาหาร เตรียมนม และรักษาความสะอาดของภาชนะ ช่วยลดโรคท้องร่วง/ท้องเสีย/ท้องเดิน จากสาเหตุอื่นๆ และช่วยลดการติด ต่อจากเชื้อไวรัสโรตาในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อนี้ลงได้บ้าง แต่ไม่สามารถลดการติดเชื้อไว รัสโรตาส่วนใหญ่ได้

มีการศึกษาจากหลายสถาบันในหลายประเทศพบว่า การป้องกันการติดเชื้อไวรัสโรตาโดยการให้วัคซีนป้องกันได้ผลดีกว่า เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา การให้วัคซีนป้องกันไวรัสโรตา ทำให้จำนวนเด็กป่วยท้องร่วงจากไวรัสนี้น้อยลง และในชุมชนพลอยมีภูมิคุ้มกันไวรัสโรตาไปด้วย (Herd immunity-เด็กที่ไม่ได้วัคซีนในชุมชนเดียวกัน มีการสัมผัสการปนเปื้อนอุจจาระของเด็กที่ได้กินวัคซีนป้องกันไวรัสโรตา เด็กที่ไม่ได้วัคซีนโดยตรงก็สร้างภูมิคุ้มกันต้านทานไว รัสโรตาได้ด้วย)

องค์กรต่างๆของสหรัฐอเมริกา ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษา และการป้องกันโรค ได้แก่ Center for Disease Control and Prevention (CDC), American Academy of Pediatrics,และ American Academy of Family Physicians แนะนำให้ใช้วัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าแก่เด็กทุกคน

วัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า เป็นวัคซีนมีชีวิต (Live virus vaccine) จึงไม่ควรให้ในเด็กป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง

ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสุขภาพและอนามัยของลูกรัก คุณพ่อคุณแม่ๆควรสอนให้ลูกล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอนะคะ โดยเฉพาะเด็กที่กำลังอยู่ในวัยชอบเอาของเข้าปาก ขอขอบคุณคุณพ่อน้องตุ้ยที่มาแชร์ประสบการณ์ที่มีประโยชน์และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงนะคะ สำหรับวันนี้ แอดมินขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่กับประสบการณ์เด็ดๆแม่และเด็กในคลับ “HerKid รวมพลคนเห่อลูก” ของเราได้ทุกวัน ที่นี่ที่เดียวนะคะท่านผู้ช๊มมม^^

ประสบการณ์ตรง : HerKid รวมพลคนเห่อลูก (คุณพ่อน้องตุ้ย)
ขอบคุณข้อมูล : Haamor

อ่านประสบการณ์จริงอื่นๆ >>> แชร์ประสบการณ์!!! ฝึกลูกปั้นดินน้ำมัน น้องมีสมาธิดี แถมจินตนาการสูง

Comments